ตู้เอทีเอ็มที่ญี่ปุ่น

ที่เมืองไทยมีตู้เอทีเอ็มตั้งเรียงรายไว้บริการประชาชนตามจุดต่างๆ ฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่สะดวกมากๆเลย ทั้งที่สถานีรถไฟฟ้า สถานีรถไฟใต้ดิน ตามซุป เปอร์มาร์เก็ต หรือที่ห้างต่างๆ สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากๆ เพราะว่าที่ญี่ปุ่น คุณจะไม่มีโอกาสได้เห็นตู้เอทีเอ็มวางเรียงหลายหลายสีสันมากมายแบบนี้น่ะสิค่ะ ต่อ ให้มีเท่าที่ฉันนึกออกก็คงเป็นที่สนามบินเท่านั้น

ข้อดีของตู้เอทีเอ็มของไทย ก็คือถ้าเราเอาบัตรเอทีเอ็มของธนาคารที่เราถืออยู่ไปกดเงินจากตู้ธนาคารเจ้าของบัตร เราจะไม่เสียค่าธรรมเนียมอะไรเลย กดกี่ครั้งก็ได้ ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสามารถกดเงินข้ามธนาคารได้ 2-3 ครั้งฟรีอีกต่างหาก ต่อให้เกินจากนี้ก็เสียค่าบริการแค่ครั้งละ 10 บาทต่อ 10,000 บาทซึ่งถือว่าถูกมากๆ แต่ว่า เท่าที่ฟังมาจากเพื่อนๆ คนไทยเค้าบอกกันว่าแต่ก่อนฟรีตลอดไม่มีค่าธรรมเนียมเลยด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงรู้สึกว่านี่เป็นค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างแพง
แต่ว่าตู้เอทีเอ็มของที่ญี่ปุ่น ถ้าไม่ระวังจะต้องเสียค่าธรรมเนียมนู่นนี่นั่นเยอะแยะเชียวค่ะ!! ในกรณีที่เป็นตู้ของธนาคารตัวเองก็จะกดฟรีเฉพาะวัน ธรรมดา 8:45 ~ 18:00 เท่านั้นค่ะ นอกเหนือจากนี้ไม่ว่าจะเป็นนอกเวลาทำการหรือวันหยุด จะต้องเสียค่าธรรมเนียมถึง 105 เยนต่อครั้งค่ะ ส่วนถ้าไปกดตู้ของธนาคารอื่น ช่วงที่ควรจะฟรีที่ กล่าวไปข้างต้นก็ดันต้องเสียค่าธรรมเนียม 105 เยนค่ะ นอกเหนือจากนี้ไม่ว่าจะเป็นนอกเวลาทำการหรือวันหยุด จะต้องเสียค่าธรรมเนียมถึง 210 เยนต่อครั้งเลยค่ะ คิดว่าแพงไหมล่ะค่ะ? (Rate 100 yen = 40 baht )แต่ว่าถ้าเป็นพวกกลุ่มธนาคารที่เค้าร่วมมือกัน (Pooling) หรือว่ามียอดเงินฝากของลูกค้าสูงมากๆ ก็มีการงดเก็บค่าธรรมเนียมในบางกรณีค่ะ เพราะ ฉะนั้นสำหรับคนไทยจึงไม่ต้องคอยระวังช่วงเวลาในการใช้บริการตู้เอทีเอ็มให้เหนื่อยใจเหมือนคนญี่ปุ่น ตรงนี้แหละค่ะที่ฉันคิดว่าดีมากๆเลย

คราวนี้มาลองดูจุดที่คนญี่ปุ่นอย่างฉันสงสัยเกี่ยวกับเรื่องตู้เอทีเอ็มว่าทำไมน้าาาา กันบ้างดีกว่าค่ะ 

– ทำไมถึงมีเครื่องหลายแบบจัง? ที่เมืองไทยแยกออกเป็นเครื่องฝาก เครื่องถอน เครื่องปรับสมุด
แต่ถ้าเป็นที่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งฝาก ถอน ปรับยอดสมุดเงินฝาก เราก็สามารถทำได้ในเครื่องเดียวค่ะ

จอด้านในของตู้ ATM ของประเทศญี่ปุ่นที่เป็นภาษาญี่ปุ่น
จอด้านในของตู้ ATM ของประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ

– ตู้เอทีเอ็มของไทย ตั้งอยู่ริมทางเดินหรือถนนเป็นส่วนใหญ่ ไม่อันตรายหรือค่ะ?
ที่ญี่ปุ่นจะวางตู้เอทีเอ็มไว้ในธนาคารและร้านขายของ หรือถึงอยู่นอกร้านก็ต้องมีตู้ที่เป็นห้องส่วนตัว หรืออย่างน้อยก็ต้องมี ม่านบังไม่ให้คนอื่นแอบดูได้ ค่ะ

นอกจากตู้เอทีเอ็มแล้ว ยังมีอีกหลายๆเรื่องเลยค่ะ ที่ค่อนข้างแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ที่แม้แต่ตัวเราเองก็มานึกเอ่ะใจเกี่ยวกับเรื่องของประเทศ ตัวเองว่า “เออ…นั่นสิ ทำไมนะ?” ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าสนใจดีเหมือนกันนะค่ะ วันนี้ดิฉันก็ขอนำเสนอประเด็นเรื่องของตู้เอทีเอ็มที่เราใช้ประโยชน์กันอยู่ทุกวันแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ แล้วพบ กันใหม่ค่ะ

เรื่องโดย : Ueki Takako
เรียบเรียงโดย : ทีมงานโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น Jat
http://www.jatschool.com

Advertisements

เซนเค ที่พักญี่ปุ่นดั้งเดิม

เซนเค เป็นชื่อกลุ่มที่รวมตัวกันของที่พักที่ได้รับการเลือกสรรซึ่งตั้งในเขตฮาโกเน่ ยูโมโตะของประเทศญี่ปุ่น เมืองฮาโกเน่นี้เป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่ง และมีชื่อเสียงของแหล่งอาบอองเซน หรือบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ

ที่พักแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม หรือ เรียวกังนี้ผู้ดูแล หรือเจ้าบ้านเป็นสุภาพสตรี ที่มีตำแหน่งโอกามิ เธอจะมาในชุดกิโมโน และต้อนรับท่านด้วยความเป็นมิตร เธอจะมาต้อนรับท่านถึงประตู ดูแลท่านเหมือนแขกมาเยือนที่บ้าน

 

1. โรงแรมเซนเค (Senkei)

เป็นโรงแรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม หรือ เรียวกัง ตั้งแต่คุณเดินเข้าถนนทาคิที่จะนำคุณสู่โรงแรมจากสถานีรถไฟ โดยเดินตาม Sugumo stream ท่ามกลางบรรยากาศอันอวลไปด้วยความอบอุ่น และเสน่ห์ของเมืองบ่อน้ำพุร้อนแบบเก่าแก่ของญี่ปุ่น คุณสามารถเดินจากสถานีฮาโกเน่ ยูโมโตะถึงโรงแรมเซนเค เพียง 10 นาที

โรงแรมเซนเคอยู่ในเขตฮาโกเน่ ยูโมโตะของประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ที่บ่อน้ำพุร้อน หรือ อองเซนมีชื่อเสียงมาก โรงแรมเซนเคมีให้อองเซน หรือบ่อน้ำพุร้อน ให้แขกได้ใช้บริการ ซึ่งน้ำพุร้อนถูกส่งตรงมาจากบ่อน้ำพุร้อนใต้ดิน ห้องอาบน้ำพุร้อนส่วนตัวมีจัดให้บริการในห้องพักทุกห้อง พร้อมกันนั้นทางโรงแรมมีจัดห้องแช่น้ำพุร้อนกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่ที่แขกสามารถชมบรรยากาศความงามของเมืองฮาโกเน่ได้

สำหรับอาหารค่ำและอาหารเช้า ทางโรงแรมได้จัดเสิร์ฟให้ท่านถึงห้องพัก ซึ่งทางโรงแรมได้จัดอาหารญี่ปุ่นอย่างดีสำหรับแขกของโรงแรมเซนเค

ห้องพัก

ที่โรงแรมเซนเคนี้มีห้องพักเพียง 15 ห้อง แขกทุกท่านจะได้รับการบริการและดูแลอย่างดีจากทางโรงแรม ห้องแต่ละห้องถูกตกแต่งไม่เหมือนกันและขนาดของห้องก็แตกต่างกันไป ซึ่งแขกสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่ 2 ท่าน ถึง 8 ท่าน ทางเรายินดีที่จะต้อนรับและดูแลคุณเป็นอย่างดีตลอดการท่องเที่ยวของคุณในเมืองฮาโกเน่

ลักษณะห้องพัก  แต่ละห้องมีห้องแช่น้ำพุร้อนส่วนตัว และห้องน้ำ

ขนาดห้อง  ขนาด 12 ผืนเสื่อทาทามิ* ประมาณ 3.5m x 5.3m หรือ 11.6 x 17.5ฟุต   *ขนาดของผืนเสื่อทาทามิประมาณ 3×6ฟุต หรือ 0.9mx1.8m

สไตล์ของห้อง  มีห้องพักที่มีห้องรับแขก และห้องพักที่มีระเบียง

เวลา Check In และ Check Out

Check In บ่าย3:00 PM(15:00)
Check Out 10:00 AM

อาหาร

ที่โรงแรมเซนเคนี้ อาหารค่ำและอาหารเช้ารวมอยู่ในราคาห้องพัก และจะจัดเสิร์ฟให้คุณถึงห้องพัก แขกสามารถเลือกรายการอาหารได้ทั้งอาหารเช้าและอาหารค่ำ ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะได้รับความอิ่มเอมจากอาหารญี่ปุ่นแท้ดั้งเดิมจากทางโรงแรม รายละเอียดต่างๆ ถูกจัดไว้ล่วงหน้า แขกทุกท่านเป็นแขกคนสำคัญของเรา เราจะให้การต้อนรับและดูแลเป็นท่านอย่างดี

สิ่งอำนวยความสะดวก

ทางเรามีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ และห้องประชุมที่มีไว้ให้บริการสำหรับการประชุมทางธุรกิจ ที่จอดรถมีจัดไว้บริการเช่นกัน ในโรงแรมมี ร้านกาแฟ Cafe Hanaguruma และร้าน Ramen House เปิดให้บริการ

น้ำพุร้อนอองเซนในญี่ปุ่นถือเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง การได้ลงแช่ในบ่อน้ำพุร้อนอองเซนเป็นการผ่อนคลายที่ดีที่สุด กับบรรยากาศชนบท และธรรมชาติที่สวยงามล้อมรอบ ที่โรงแรมเซนเคนี้ เรามีจัดห้องอาบน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ไว้ให้บริการสำหรับท่านที่ต้องการผ่อนคลายความตึงเครียด

พื้นของบ่อเรียงด้วยหินก้อนกลม เพื่อบำบัดความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อเท้า เรามีจัดห้องอาบน้ำในร่ม พร้อมทั้งห้องอาบน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่แวดล้อมด้วยความงามของภูเขา และวิวของเมืองฮาโกเน่

 

2. เซนเค แอนเนกซ์ ยามางาโซะ

ยามางาโซะ เป็นโรงแรมแบบญี่ปุ่น หรือเรียวกังที่มีระดับ และหรูหราแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมเซนเค พลาซ่าในเขตฮาโกเน่ ยูโมโตะ ของญี่ปุ่น ทันทีที่คุณก้าวผ่านประตูเล็กๆ เข้ามา คุณจะได้สัมผัสกับความงามของสวนดอกไม้ที่จัดตามฤดูกาลและเสียงร้องใสๆ ของนกที่บินไปมาระหว่างแมกไม

เรียวกังแห่งนี้ถูกออกแบบมามาจากสถาปัตยกรรมสุกียะดั้งเดิมซึ่งผสมผสานความงามของสวนญี่ปุ่นและสถาปัตยกรรมดั้งเดิมให้เข้ากัน รวมทั้งความสดชื่นของอากาศจากเมืองฮาโกเน่จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม

ในห้องพักทุกห้อง ทางโรงแรมมีจัดห้องแช่น้ำพุร้อน หรือ อองเซนให้บริการ น้ำพุร้อนถูกส่งตรงมาจากน้ำพุร้อนธรรมชาติใต้ดิน

อาหารที่ทางโรงแรมเราจัด ถือเป็นไฮไลท์ของเรา ที่เราจะจัดเสิร์ฟทั้งอาหารเช้าและอาหารค่ำที่ห้องพัก เราเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นที่เลือกสรรแต่วัตถุดิบที่มีคุณภาพทั้งสิ้น

ห้องพัก

โรงแรมยามางาโซะ มีห้องพัก 6ห้อง ในแต่ละห้องจะอยู่ในแต่ละตึก ซึ่งแยกจากห้องพักอื่นๆ เพื่อให้แขกทุกท่านได้รับความเป็นส่วนตัวเต็มที่ ทางเราเต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับการมาเยือนของท่านด้วยความอบอุ่น เพื่อให้ตลอดการเดินทางของท่านในเมืองฮาโกเน่เต็มไปด้วยความสุขและความทรงจำที่ดี ทุกห้องพักมีจัดห้องแช่น้ำพุร้อนและห้องน้ำส่วนตัว

รูปแบบห้องพัก

ห้องพักทุกห้องในยามางาโซะถูกออกแบบให้เป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม และแต่ละห้องพักจะมีขนาด และสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้แขกของเราได้เลือกเข้าพักตามความต้องการ ในห้องพักแต่ละห้องแต่ละตึกจะถูกออกแบบให้เป็นญี่ปุ่น และล้อมรอบด้วยสวนญี่ปุ่น

เวลา Check In และ Check Out

Check In 3:00 PM (15:00)
Check Out 11:00 AM

อาหาร

ที่ยามางาโซะนี้ อาหารค่ำและอาหารเช้ารวมอยู่ในราคาห้องพัก และจะจัดเสิร์ฟให้คุณถึงห้องพัก แขกสามารถเลือกรายการอาหารได้ทั้งอาหารเช้าและอาหารค่ำ ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะได้รับความอิ่มเอมจากอาหารญี่ปุ่นแท้ดั้งเดิมจากทางโรงแรม รายละเอียดต่างๆ ถูกจัดไว้ล่วงหน้า แขกทุกท่านเป็นแขกคนสำคัญของเรา เราจะให้การต้อนรับและดูแลเป็นท่านอย่างดี

สิ่งอำนวยความสะดวก

มีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ และห้องประชุมที่มีไว้ให้บริการสำหรับการประชุมทางธุรกิจ ที่จอดรถมีจัดไว้บริการเช่นกัน
ในโรงแรมมี ร้านกาแฟ Cafe Hanaguruma และร้าน Ramen House เปิดให้บริการ

น้ำพุร้อนอองเซนในญี่ปุ่นถือเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง การได้ลงแช่ในบ่อน้ำพุร้อนอองเซนเป็นการผ่อนคลายที่ดีที่สุด กับบรรยากาศชนบท และธรรมชาติที่สวยงามล้อมรอบ ที่ยามางาโซะนี้ เรามีจัดห้องอาบน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ไว้ให้บริการสำหรับท่านที่ต้องการผ่อนคลายความตึงเครียด พื้นของบ่อเรียงด้วยหินก้อนกลม เพื่อบำบัดความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อเท้า

ยามางาโซะ Onsen & Bathing Features

ในแต่ละห้องนอนมีห้องอาบน้ำส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างสวยงาม มีห้องอาบน้ำที่มีความเป็นส่วนตัวขนาดใหญ่พิเศษตลอด 24 ชม. สำหรับลูกค้าที่มาพักที่ยามางาโซะ

 

3. โรงแรมเซนเค พลาซ่า

เป็นโรงแรมแบบตะวันตก มีอยู่ 2 สไตล์ คือ ห้องแบบตะวันตก และห้องแบบญี่ปุ่น ห้องพักทั้งสองแบบมีเตียงนอนให้ สำหรับห้องพักแบบญี่ปุ่น ในส่วนของที่นั่งเล่น เราปูด้วยเสื่อทาทามิแทน

โรงแรมนี้สะดวกสำหรับนักเดินทางที่มาเมืองฮาโกเน่เพื่อชมความงามของภูเขาไฟฟูจิ หรือมาผ่อนคลายด้วยการลงแช่น้ำพุร้อน หรือ อองเซน ในราคาย่อมเยา

แขกที่เข้าพักที่โรงแรมเซนเค พลาซ่าสามารถใช้บริการห้องอาบน้ำรวมขนาดใหญ่ของทางโรงแรมได้ ที่ชั้น 1 ของโรงแรม มีร้านกาแฟ, ร้านราเมง ไว้คอยให้บริการเช่นกัน ใกล้ๆ กับที่โรงแรมมีสถานที่น่าสนใจมากมาย รวมถึงสนามกอล์ฟด้วย ดูรายละเอียดได้ที่ สถานที่น่าสนใจในเมืองฮาโกเน่

ห้องพัก

ที่โรงแรมเซนเค พลาซ่า มีห้องพัก 10 ห้อง แต่ละห้องพักมีห้องอาบน้ำและห้องน้ำในตัว

รูปแบบห้องพัก

เป็นห้องพักแบบตะวันตกมีทั้งห้อง twin และห้อง double beds ห้องพักแบบตะวันตกที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่น กับเสื่อทาทามิปูในส่วนของที่นั่งเล่น

เวลา Check In และ Check Out

Check In 3:00 PM (15:00)

Check Out 10:00 AM

อาหาร

ห้องอาหารของโรงแรมเซนเค พลาซ่า เช่นเดียวกับที่มีบริการในโรงแรมอื่นๆ ในเครือเซนเค เรามีจัด ชุดยูกาตะ (ชุดคล้ายกับกิโมโนมีเชือกคาดเอว) ไว้ให้บริการ อาหารค่ำและอาหารเช้าไม่รวมอยู่ใน room service แต่ทางโรงแรมมีร้านกาแฟ และร้านราเมง เฮาส์ในโรงแรมเซนเค พลาซ่า หรือท่านสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ร้านอาหารใกล้เคียง

สิ่งอำนวยความสะดวก

มีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ และห้องประชุม และที่จอดรถไว้ให้บริการเช่นกัน

น้ำพุร้อนอองเซนในญี่ปุ่นถือเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวที่มาญี่ปุ่นส่วนมากจะคิดว่าต้องไปพักที่เรียวกังเท่านั้นถึงจะรู้สึกว่าได้สัมผัสกับการแช่น้ำร้อนอองเซน ระดับคุณภาพ แต่ที่จริงแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถที่จะสัมผัสความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ได้ที่โรงแรมแบบตะวันตกในญี่ปุ่นด้วยเหมือนกัน.
ห้องอาบน้ำของเซนเค สำหรับแขกผู้เข้าพักจะได้สัมผัส ห้องน้ำขนาดใหญ่ของท่านสุภาพบุรุษ ห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ของท่านสุภาพสตรีแบบกลางแจ้ง. ที่สามารถมองเห็นความงามของภูเขาในเมืองฮาโกเน่ขณะแช่น้ำ

 

Cr:http://www.educatepark.com

โรงแรมในญี่ปุ่น

1.  9 h : Capsule Hotel , Kyoto

สำหรับประเทศที่ ที่ดินเป็นสินค้าราคาแพงลิบลิ่วอย่าง ประเทศญี่ปุ่น การแก้โจทย์ที่ว่า ทำยังไงให้ใช้พื้นที่อย่างประหยัดและคุ้มค่า เลยกลายมาเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจหลาย ๆ อย่างในญี่ปุ่น

capsule hotel เป็นธุรกิจอีกอย่างหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น โดย 9h เป็น capsule hotel ที่เรียกได้อยู่ในในระดับหรูหรา ได้รับการออกแบบโดย fumie shibata จาก design studio s นักออกแบบได้ทำศึกษาถึงการใช้งาน space ต่าง ๆ เป็นเวลาถึงสามปี ในการศึกษาเรื่องพื้นที่ในการพักผ่อนเพื่อให้ได้ขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งก็คือเล็กที่สุดแต่ไม่ส่งผลต่อความสบายในการเข้าพักนั่นเอง โดยโรงแรมแคปซูลแห่งแรกนี้จะเปิดให้ใช้ได้ปลายปีนี้ ที่ shimogyo-ku, เมือง Kyoto ซึ่งอยู่บนถนน teramachi โดยพื้นที่ตั้งก็มีความสะดวกสบายเพราะอยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้า fujii daimaru ร้านสะดวกซื้อ AMPM อีกทั้งใช้เวลาเดินจากสถานี kawaramachi เพียง 2 นาที

9 h มีทั้งหมดเก้าชั้น ประกอบด้วยแคปซูล ทั้งหมด 125 ช่อง ห้องล๊อคเกอร์ ห้องอาบน้ำ และ ห้องนั่งเล่นรวม โดย 9h มี CONCEPT คือ “ comfortable place to rest”
“ 1 hour shower, sleep for 7 hours, have a one hour break / total 9h.”

ภายในแคปซูลใช้ panasonic system เพื่อควบคุมเสียง และ แสงสว่างให้อยู่ในสภาวะที่พอเหมาะกับการพักผ่อน มีการตั้งอุณหภูมิและตั้งเวลาปลุก นอกจากนี้ที่นอนภายในแคปซูลยังมีมาตรฐานเทียบเท่ากับที่นอนในโรงแรมระดับ 4 ดาว

ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ภายในโรงแรมไม่ว่าจะเป็นสบู่อาบน้ำ แชมพู ครีมนวดผม ขวดน้ำดื่ม แปรงสี่ฟัน และ ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ถุกออกแบบงานกราฟฟิคโดย masaaki hiromura

 

2. Queen Elizabeth Hotel

โรมแรมนี้ตั้งอยุ่ที่ Kanagawa, ใกล้กับ Tokyo โรงแรมออกแบบตัวตึกเป็นเรือสำราญขนาดยักษ์ คล้ายกับเรือ Queen Elizabeth ไม่ใช่เรือจริงแค่ทำให้เหมือนเฉยๆ ห้องพักถูกตกแต่งให้เป็น fantasy room แต่ละห้องจะมีtheme ที่แตกต่างกันไป

 

3. Bayside Marina Hotel

โรงแรมตั้งอยุ่ริมทะเล Yokohama โรงแรมถูกออกแบบโดย Yasutaka Yoshimura Architects ด้วยรูปทรงที่อาจแปลกตา ไม่เหมือนกลับโรงแรมปกติที่จะเป็นอาคารหลังใหญ่แบ่งเป็นห้องๆ แต่กลับเป็นอาคารหลังเล็กๆ รูปทรงคุ้นตา ซึ่งไม่ผิดหรอกครับ เพราะมันคือ ตู้คอนเทนเนอร์ นั่นเอง

การจัดวางอาคาร ที่ผังบริเวณ เป็นการจัดวางแบบคละ (Random) โดยเน้นความสำคัญของมุมมองที่มองออกมาจากภายในตัวห้อง เห็นวิวทะเลงามๆ ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละหลัง

แหล่งผลิตสำคัญของโรงแรมแห่งนี้ คือประเทศไทย และคนส่งนำไปประกอบที่ญี่ปุ่น การประกอบจะนำตู้คอนเทนเนอร์สองตู้มาวางต่อข้างบนเข้าด้วยกัน (ขั้นตอนนี้ใช้ศัพท์ทางวิชาการว่าเป็นการทำงานแบบ Prefabrication เป็นการเตรียมการก่อนเพื่อความรวดเร็วประหยัดเวลาในการก่อสร้าง และอาจจะประหยัดงบประมาณในการก่อสร้างอีกด้วย) ส่วนภายในเป็นการตกแต่งแบบเรียบง่าย (ตามสไตล์คนญี่ปุ่นเค้า) เปิดประตูทางเข้า(ชั้นล่าง) มาก็จะเจอ Living Room ถัดมาจะเป็นห้องน้ำ และจะมีบันไดเรียบๆ ต่อขึ้นไปยังห้องนอน

 

4. Pamplona Hotel

โรงแรม Pamplona อยุ่ที่ Dotonbori ในOsaka ห้องภายในโรงแรมจะถูกตกแต่งแตกต่างกันไป

 

5. Fujiya Inn, Ginzan Hot Springs

Fujiya Inn, Ginzan Hot Springs ตั้งอยู่ที่ Yamagata ซึ่งมีบรรยากาศสบายๆเหมาะแก่การพักผ่อน เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว มีห้องพักทั้งหมด 8 ห้อง โรงแรมแห่งนี้ถูกสร้างและตกแต่งด้วยไม้เกือบทั้งหมด

 

 6. The Screen Hotel

อยู่ใจกลางเมืองของ Kyoto อยู่ใกล้กับ วิหาร Kyoto Holy Annunciatio Cathedral, พระราชวังหลวงเกียวโต และ วัด Kiyomizuและอยู่ใกล้กับ ศาลเจ้าเฮอัน และปราสาท Nijo

โรงแรม ใน เกียวโต แห่งนี้มี ร้านอาหาร และ บาร์/เลานจ์มี อินเทอร์เน็ตไร้สายและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบมีสายให้บริการฟรี ในพื้นที่ส่วนกลางสิ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจของสถานที่ให้บริการ 4.0 ดาวนี้ได้แก่ ศูนย์ธุรกิจ และ ห้องประชุมขนาดเล็ก สิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมได้แก่ บริการสปา, บริการเจ้าหน้าที่ดูแลแขก และ กล่องนิรภัยที่แผนกต้อนรับ

ห้องพักมี โทรทัศน์ LCD พร้อม ช่อง ดาวเทียม และ เครื่องเล่น DVD มีบริการ อินเทอร์เน็ตแบบใช้สายความเร็วสูงให้บริการฟรี ที่พักทั้งหมดมี โต๊ะทำงาน, ตู้นิรภัยในห้องพัก และ หนังสือพิมพ์ฟรี ห้องพักมี เครื่องชงกาแฟ/ชา ห้องน้ำมี อ่างอาบน้ำและฝักบัวแบบแยก และ เครื่องเป่าผม สิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมได้แก่ มินิบาร์ และ เครื่องปรับอากาศ

 

 7. Peninsula Hotel

โรงแรมระดับ 5 ดาว Peninsula Tokyo ตั้งอยู่ในเขตธุรกิจ ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ใจกลางเมือง Peninsula Hotel จึงเป็นโรงแรมที่ผู้มาพักสามารถเดินทางไปยังย่านธุรกิจและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งของ โตเกียว ได้โดยง่าย โรงแรม Peninsula เป็นหนึ่งในโรงแรมคุณภาพเยี่ยมใน โตเกียว แขกที่พักในโรงแรมแห่งนี้จะพึงพอใจกับทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบายและบรรยากาศอันเงียบสงบ และสะดวกต่อการเดินทางไปยังสถานที่ใกล้เคียงอย่างพระราชวังอิมพีเรียล สวนฮิบิยะ และย่านกินซ่า

ห้องพักและห้องสวีทที่ตกแต่งอย่างดีทั้ง 314 ห้องมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัยครบครัน จุดเด่นของโรงแรมนี้อยู่ที่บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่หรูหราเพื่อให้คุณได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่

โรงแรมมีภัตตาคารห้าแห่งและบาร์ที่ให้บริการอาหารมากมายพร้อมบรรยากาศที่รื่นรมย์ นอกจากนี้ ยังมีห้องบอลรูมสองห้อง ห้องจัดกิจกรรมหกห้อง โบสถ์แต่งงาน ห้องพิธีกรรมแบบญี่ปุ่น ห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำในร่ม และ Peninsula Spa by ESPA ไม่ว่าจะมาท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจ โรงแรมที่ให้ความสำคัญกับบริการแห่งนี้จะทำให้การพักผ่อนของคุณน่าจดจำและสมบูรณ์แบบ จองที่พักโรงแรมระดับ

 

8. Alpha Resort Tomamu 

 โรงแรมสไตล์รีสอร์ทที่ Shimukappu แห่งเกาะฮอกไกโด  เป็นหมู่บ้านน้ำแข็ง มีลานสกี ร้านอาหาร  และแน่นอนว่า ในบริการนั้น ก็มี Ice Hotel หรือโรงแรมน้ำแข็งไว้บริการด้วย จะเปิดเฉพาะช่วงหน้าหนาวของที่นั่นเท่านั้น

แลICE VILLAGE แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ

ส่วนแรกเรียกว่า Ice Village ออกแบบตกแต่งประดับประดาไว้ราวกับ Fantasy Land ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สนุกสนานกันได้ อีกส่วนเรียกว่า Ice Suite Hotel สร้างให้เหมือนเป็นห้องพักในโรงแรมน้ำแข็ง มีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร และห้องนอน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็ทำจากน้ำแข็ง สามารถเข้าชมก็ได้ หรือจะเข้าพักจริงๆ ก็ไม่เป็นปัญหา (ถ้าพร้อมจ่าย)

 

 9. Dotonbori Hotel 

Dotonbori Hotel ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเลิศสำหรับผู้ที่เดินทางมาพักผ่อนและทำธุรกิจใน โอซาก้า โรงแรมอยู่ใกล้กับ ศูนย์กีฬาในร่มเขตการปกครองโอซาก้า, ปราสาทโอซาก้า และ แหล่งช็อปปิ้ง Shinsaibashi และอยู่ใกล้กับ หอคอย Tsutenkaku และ วัด Shitennoji

ห้องพักทุกห้องในโรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดที่คาดว่าจะได้รับจากโรงแรมระดับนี้เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้เข้าพัก โรงแรมได้สร้างความสมดุลระหว่างวัฒนธรรมอันมั่งคั่งกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย เพื่อให้แน่ใจว่าการเข้าพักที่โรงแรมแห่งนี้เป็นสิ่งที่น่าจดจำสำหรับคุณ

 

Cr:http://www.educatepark.com

กีฬา

หลังจากการปฏิรูปเมจิ กีฬาตะวันตกก็เริ่มเข้ามาในญี่ปุ่นและแพร่หลายไปทั่วประเทศด้วยระบบการศึกษาในญี่ปุ่น กีฬานับเป็นกิจกรรมยามว่างที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยพัฒนาวินัย การเคารพกฎกติกา และช่วยสั่งสมน้ำใจนักกีฬา ชาวญี่ปุ่นทุกวัยให้ความสนใจกับกีฬาทั้งในฐานะผู้ชมและผู้เล่นกีฬาที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น ได้แก่
ซูโม่เป็นกีฬาประจำชาติของญี่ปุ่นที่มีประวัติอันยาวนาน และเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น ศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่น เช่น ยูโดคาราเต้ และเคนโด้ ก็เป็นกีฬาที่มีผู้เล่นและผู้ชมมากเช่นเดียวกัน
การแข่งขันเบสบอลอาชีพในญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2479 มี 2 ลีก คือเซ็นทรัลลีกและแปซิฟิกลีก ในปัจจุบันเบสบอลเป็นกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในประเทศ ในระหว่างฤดูกาลการแข่งขัน จะมีการถ่ายทอดการแข่งขันเกือบทุกคืนและมีอัตราผู้ชมรายการที่สูง นักเบสบอลญี่ปุ่นที่โด่งดังที่สุดคือ อิจิโร ซุซุกิ และ ฮิเดะกิ มัตซุย ตั้งแต่มีการก่อตั้งลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น ใน พ.ศ. 2535 ฟุตบอลในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นที่นิยมมากขึ้นญี่ปุ่นเป็นสถานที่จัดฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2547 และเป็นเจ้าภาพร่วมกับเกาหลีใต้ในการแข่งฟุตบอลโลก 2002 ทีมฟุตบอลญี่ปุ่นเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งในเอเชีย สามารถชนะเลิศเอเชียนคัพ 3 ครั้ง

external image images?q=tbn:ANd9GcRRZEejXAoQSXbVzQ71KK_BRDBsdraDOTKE8BYZ4LL4wOVUoib2lA

 

Cr:https://narupol.wikispaces.com

วรรณกรรม

วรรณกรรมญี่ปุ่นชิ้นแรกได้แก่หนังสือประวัติศาสตร์ที่ชื่อ โคะจิกิ และ นิฮงโชะกิและหนังสือบทกวีสมัยศตวรรษที่ 8 ที่ชื่อ มังโยชู ซึ่งเขียนด้วยภาษาจีนทั้งหมด ในช่วงต้นของยุคเฮอัง มีการสร้างระบบการเขียนแทนเสียงที่เรียกว่า คะนะ (ฮิระงะนะ และ คะตะคะนะ) นิทานคนตัดไม้ไผ่ ถูกพิจารณาว่าเป็นงานที่เก่าแก่ที่สุดที่เขียนด้วยภาษาญี่ปุ่น ตำนานเกนจิ ที่เขียนโดยมุระซะกิ ชิกิบุมักถูกเรียกว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นแรกของโลก ระหว่างยุคเอโดะ วรรณกรรมไม่อยู่ในความสนใจของซามูไรเท่ากับ โชนิน ชนชั้นประชาชนทั่วไป ตัวอย่างเช่น โยะมิฮง กลายเป็นที่นิยมและเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งระหว่างนักอ่านกับนักเขียน ในสมัยเมจิ วรรณกรรมดั้งเดิมได้เสื่อมสลายลง ขณะที่วรรณกรรมญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้น โซเซะกิ นะสึเมะและโองะอิ โมริเป็นนักแต่งนิยายสมัยใหม่รุ่นแรกของญี่ปุ่นตามมาด้วย ริวโนะซุเกะ อะคุตะกะวะ,ทะนิซะกิ จุนอิชิโระ,ยะซุนะริ คะวะบะตะ,มิชิมะ ยุกิโอะ และล่าสุด ฮะรุกิ มุระกะมิญี่ปุ่นมีนักเขียนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม 2 คน ได้แก่ ยะซุนะริ คะวะบะตะ (พ.ศ. 2511) และ เค็นซะบุโร โอเอะ (พ.ศ. 2537)

external image images?q=tbn:ANd9GcQvTcixeVltoAus5PqKSRoyyFeY7ttH8O4qbBsw2B--cJ_y5DMb6w

Cr:https:narupol.wikispaces.com

ดนตรี

ดนตรีญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมข้างเคียงเช่นจีนและคาบสมุทรเกาหลี รวมทั้งจากโอะกินะวะและฮกไกโด ตั้งแต่โบราณ เครื่องดนตรีหลายชิ้น เช่น บิวะโคะโตะ ถูกนำเข้ามาจากจีนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 และชะมิเซ็งเป็นเครื่องดนตรีที่ดัดแปลงจากเครื่องดนตรีโอะกินะวะซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่กลางพุทธศตวรรษที่ 21ญี่ปุ่นมีเพลงพื้นบ้านมากมาย เช่นเพลงที่ร้องระหว่างการเต้นบงโอะโดะริ เพลงกล่อมเด็ก ดนตรีตะวันตกเริ่มเข้ามาในต้นพุทธศตวรรษที่ 25 และถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม หลังสงคราม ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางด้านดนตรีสมัยใหม่จากอเมริกาและยุโรปเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดการพัฒนาแนวดนตรีที่เรียกว่า เจ-ป็อป ญี่ปุ่นมีนักดนตรีคลาสสิคที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน เช่น วาทยากรเซจิ โอะซะวะนักไวโอลินมิโดะริ โกะโต เมื่อถึงช่วงสิ้นปี จะมีการเล่นคอนเสิร์ตซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเบโทเฟนทั่วไปในญี่ปุ่น

external image images?q=tbn:ANd9GcS8KFjZwpYn8SqIaVBW86EROOa3bdUwVAoSAdGqZHukF_qNbsajrQ

 

Cr:https://narupol.wikispaces.com

 

ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น

ตัวอักษรที่ใช้ในภาษาญี่ปุ่นปัจจุบันมี 3 กลุ่มคือ

  1. ฮิระกะนะ (ひらがな)
  2. คะตะกะนะ (かたかな)
  3. คันจิ (漢字)

ฮิระกะนะ (ひらがな)

ใช้เขียนคำของญี่ปุ่นเอง มีทั้งหมดดังต่อไปนี้

วรรค อะ あ(อะ) い(อิ) う(อุ) え(เอะ) お(โอะ)
วรรค คะ か(คะ) き(คิ) く(คุ) け(เคะ) こ(โคะ)
วรรค ซะ さ(ซะ) し(ชิ) す(ซุ) せ(เซะ) そ(โซะ)
วรรค ทะ た(ทะ) ち(จิ) つ(ทซุ) て(เทะ) と(โทะ)
วรรค นะ な(นะ) に(นิ) ぬ(นุ) ね(เนะ) の(โนะ)
วรรค ฮะ は(ฮะ) ひ(ฮิ) ふ(ฟุ) へ(เฮะ) ほ(โฮะ)
วรรค มะ ま(มะ) み(มิ) む(มุ) め(เมะ) も(โมะ)
วรรค ยะ や(ยะ) ゆ(ยุ) よ(โยะ)
วรรค ระ ら(ระ) り(ริ) る(รุ) れ(เระ) ろ(โระ)
わ(วะ) を(โอะ) ん(อึน)

คะตะกะนะ (かたかな)

ใช้เขียนคำทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ และ ใช้เมื่อต้องการเน้นคำพูด

วรรค อะ ア(อะ) イ(อิ) ウ(อุ) エ(เอะ) オ(โอะ)
วรรค คะ カ(คะ) キ(คิ) ク(คุ) ケ(เคะ) コ(โคะ)
วรรค ซะ サ(ซะ) シ(ชิ) ス(ซุ) セ(เซะ) ソ(โซะ)
วรรค ตะ タ(ตะ) チ(จิ) ツ(ทซุ) テ(เตะ) ト(โตะ)
วรรค นะ ナ(นะ) ニ(นิ) ヌ(นุ) ネ(เนะ) ノ(โนะ)
วรรค ฮะ ハ(ฮะ) ヒ(ฮิ) フ(ฟุ) ヘ(เฮะ) ホ(โฮะ)
วรรค มะ マ(มะ) ミ(มิ) ム(มุ) メ(เมะ) モ(โมะ)
วรรค ยะ ヤ(ยะ) ユ(ยุ) ヨ(โยะ)
วรรค ระ ラ(ระ) リ(ริ) ル(รุ) レ(เระ) ロ(โระ)
ワ(วะ) ヲ(โอะ) ン(อึง หรือ อุง)

คันจิ (漢字)

เป็นอักษรจีนที่ญี่ปุ่นนำเข้ามาใช้ โดยคำที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีประมาณ 2,000 คำ

 

Cr:http://japanrs108.wordpress.com

มารยาทคนญี่ปุ่น

การใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงคือมารยาท และธรรมเนียมปฏิบัติของญี่ปุ่น เรื่องเหล่านี้ต้องค่อยๆ เรียนรู้และฝึกจนเป็นนิสัยไปทีละเล็กละน้อย ในการใช้ชีวิตแต่ละ วันที่ญี่ปุ่นเวลานัดกับใครต้องรักษาเวลา เมื่อไปไม่ได้หรือไปไม่ตรงตามนัดต้องแจ้งให้ ทราบล่วงหน้า ถ้าไม่รักษาสัญญาจะทำให้อีกฝ่ายขาดความเชื่อถือ และตอนแรก ๆ คนญี่ปุ่นมักจะไม่ค่อยคุยด้วยเนื่องจายังไม่คุ้นเคยกัน แต่เมื่อสนิทกันแล้วก็จะยอมรับ และเปิดใจมากยิ่งขึ้น คนญี่ปุ่นมักจะมีเพื่อนหลายกลุ่ม ในหนึ่งวันเขาอาจจะพบเพื่อนจากที่โรงเรียน ที่ทำงาน เพื่อนเที่ยวแตกต่างกันไปทั้งวัน ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงดูไม่ค่อยสนิทกันมากนัก และโดยปกติผู้ชายญี่ปุ่นมักจะทำงานหนักไม่ว่าจะก่อน หรือหลังแต่งงาน และมักจะทำงานกันจนดึกจนดื่นจนคล้ายกับว่าไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว เพราะเป็นวัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นก็ว่าได้ที่ทุกคนจะต้องทุ่มเทกับงานให้เต็มที่

 

1. การใช้ภาษากับระดับความสัมพันธ์

สังคมของคนญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญต่อกลุ่มและสมาชิกในกลุ่มโดยมีสถานที่เป็นตัวบ่งบอกคนที่อยู่อาศัยในที่เดียวกันหรือทำงานในที่เดียวกันนั้นถือว่าเป็นพวกเดียวกันเรียกว่า(อุชิ) และสำหรับคนที่อยู่ต่างสถานที่ต่างบริษัท ต่างประเทศจะถือว่าเป็นคนนอกหรือคนอื่นเรียกว่า(โซโตะ) คนญี่ปุ่นจะใช้ภาษาและการปฎิบัติตนที่แตกต่างไปจากต่อคนที่อยู่ในสังกัดเดียวกัน โดยจะใช้ภาษาที่สุภาพและการถ่อมตนกับผู้ที่เป็นผู้อื่น แม้ว่าตนเองจะไม่รู้สึกยกย่องคนๆนั้นก็ตาม การใช้ภาษาของคนญี่ปุ่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นลักษณะความสัมพันธ์ของคนญี่ปุ่นในสังคมได้ว่าคู่ที่สนทนาอยู่มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ใครอาวุโสกว่าใครหรือสนิทสนมกันแค่ไหนเป็นกลุ่มเดียวกันหรือคนละกลุ่มเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย การใช้ภาษาในการพูดของคนญี่ปุ่นนั้นเมื่อพูดเรื่องของตนเองรวมไปถึงการกล่าวถึงสิ่งอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตนเองแล้วคนญี่ปุ่นจะต้องใช้คำถ่อมตนเมื่อพูดกับคนอื่น และคำยกย่องเพื่อยกย่องคู่สนทนาด้วย

การให้ความสำคัญกับบุคคลอื่นในสังคมเป็นลักษณะเด่นของคนญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่นเป็นคนระมัดระวังและให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของผู้อื่นอย่างมาก ในการใช้ภาษา การแสดงความใส่ใจของคู่สนทนา เช่นการใช้ถ้อยคำและกริยาต่างๆสอดแทรกเพื่อแสดงความสนใจต่อคู่สนทนา หรือพูดประโยคลอยๆค้างไว้เพื่อให้คู่สนทนามีโอกาศได้สอดแทรกสานประโยคให้จบซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คู่สนทนามีส่วนร่วมในสิ่งที่ตนพูดด้วย หรือการพูดแบบอ้อมค้อมไม่ชี้บ่งบอกอะไรไปตรงๆ หรือละความเอาไว้ให้ผู้สนทนาด้วยคิดเอาเอง และในการสนทนากับคนญี่ปุ่นจะเป็นการเสียมารยาทมากถ้าเราไม่เอ่ยถึงการกระทำของผู้นั้นที่ส่งผลดีต่อเราและต้องใช้สำนวนที่รู้สึกสำนึกบุญคุณต่อการกระทำนั้นๆด้วย เช่นขอบคุณที่ได้เกื้อหนุนอุ้มชูเราอยู่เสมอ หรือ วันก่อนต้องขอขอบพรคุณมาก (อาจจะไม่ได้ทำอะไรให้) แต่เป็นมารยาทที่ควรจะพูดตามธรรมเนียมของคนญี่ปุ่น

 

2. วิธีการตอบปฏิเสธของคนญี่ปุ่นที่มีลักษณะเฉพาะ

ในการคบหากัน คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญต่อ “ความสอดประสานกลมกลืนกัน” ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคลเป็นอย่างยิ่ง และด้วยเหตุนี้ คนญี่ปุ่นจึงไม่ชอบที่จะทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์เพราะการปฏิเสธอย่างชัดแจ้ง เช่น เมื่อจะปฏิเสธคำเชิญชวนหรือคำแนะนำ จะเลี่ยงไปตอบด้วยการพูดว่า “chotto…” ซึ่งก็คือ “ออกจะ…” แล้วก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า “ไม่สะดวก” คำว่า “chotto”ไม่ได้ใช้เฉพาะในการเรียกความสนใจเท่านั้น แต่ยังใช้ในเวลาที่อยากจะปฏิเสธด้วย เป็นสำนวนที่สะดวกมากแม้แต่ในสถานการณ์เกี่ยวกับธุรกิจ สำนวนอ้อม ๆ ก็ใช้บ่อย เช่น ในกรณีที่จะปฏิเสธข้อเจรจาทางธุรกิจกับคู่เจรจา สำนวนที่ใช้บ่อยคือ “kentô shitemimasu” ซึ่งมีความหมายว่า “จะลองพิจารณาดู” แต่จริง ๆ แล้ว มีความหมายว่า “กรุณาอย่าคาดหวังการตอบรับ” รวมอยู่ด้วย

 

3. การโค้ง

การโค้งในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “Rei” (れい/เร) หรือ “Ojigi” (/おじぎ/โอจิกิ) ชาวญี่ปุ่นไม่นิยมไหว้แบบคนไทย หรือจับมือแบบฝรั่ง แต่จะนิยมโค้งแทนในเวลาที่พบหรือลา ประเพณีการโค้งของคนญี่ปุ่นนับว่าซับซ้อนพอควร เช่น การโค้งควรจะต่ำเพียงไรและโค้งได้นานเท่าไร หรือโค้งเป็นจำนวนกี่ครั้ง และโค้งในโอกาสอะไร เช่น ผู้อาวุโสก้มให้ลึก แต่ถ้าระดับเท่ากันโค้งพองาม นอกจากโค้งเวลาพบกันหรืออำลาจากกันแล้ว สามารถโค้งเมื่อต้องการขอบคุณ

การโค้งทักทาย (Eshaku/えしゃく/ อิชิคุ) คือ การทักทายกับผู้ที่สนิทแบบเป็นกันเอง วิธีการคือ ก้มตัวทำมุมประมาณ 15 องศา

การโค้งเคารพแบบธรรมดา (Futsuu Rei/ふつう/ ฟุสึยุ) คือ การทักทายกับผู้ที่เรารู้จัก หรือพนักงานขายกับลูกค้า วิธีการคือ ก้มตัวประมาณ 30 องศา

การโค้งเคารพแบบนอบน้อม (Saikei Rei/さつうれい/ ซาอิเครอิ เรอิ) คือ การให้ความเคารพกับผู้ใหญ่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า หรือเจ้านายที่มีตำแหน่งสูง วิธีการคือ ก้มตัวประมาร 45 องศา กับแนวเส้นตรง

4. รับเชิญไปบ้านคนญี่ปุ่น

เมื่อคุณได้รับเชิญไปบ้านคนญี่ปุ่น นับว่าเป็นเกียรติมาก เพราะคนญี่ปุ่นจะคิดว่าบ้านตนเองเล็กคับแคบและไม่ค่อยจะรับแขกที่บ้าน แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นด้วยกันเอง ดังนั้นร้านอาหาร กาแฟ จึงเป็นที่นิยมมาก เมื่อคุณได้รับเชิญแล้วอย่าลืมนำของฝากเล็กๆน้อยๆติดมือไปฝากเจ้าของบ้านด้วย อาจเป็นผลไม้ ดอกไม้ ขนม เพื่อแสดงถึงน้ำใจ หากเป็นการเชิญรับประทานอาหารคุณอาจซื้อเป็นเหล้าไปฝาก เพราะที่รู้ชายและหญิงมักนิยมดื่มสุรา อย่านำเพื่อนตามไปเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่นโดยไม่ได้รับเชิญ เจ้าของบ้านจะอึดอัดและเป็นการไม่สุภาพ หลังจากไปเยี่ยมบ้านเขาแล้วอย่าลืมโทรศัพท์หรือส่งจดหมายไปขอบคุณ และเมื่อพบกันครั้งต่อไป อย่าลืมขอบคุณที่เขาเคยชวนไปบ้าน

 

5. มารยาทเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่น

เมื่อไปเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะผู้ใหญ่ สิ่งที่ควรระวังก็คือเวลา ไม่ควรจะเยี่ยมบ้านตอนเวลาทานอาหาร นอกจากว่าเจ้าของบ้านชวนให้มาทานอาหารกันที่บ้าน คนญี่ปุ่นถือว่าการเยี่ยมบ้านคนอื่นตอนเวลาทานอาหารเป็นสิ่งที่เสียมารยาท ซึ่งเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเยี่ยมก็คือตอนสายๆหรือตอนบ่าย ไม่ควรเป็นตอนเย็นมากด้วย เพราะแม่บ้านเขาคงจะต้องเริ่มเตรียมอาหารเย็น ถ้าโดยบังเอิญไปถึงบ้านเขาในขณะเขาทานอาหารอยู่พอดี เราก็ควรจะบอกว่า Oshokuji chuu ni ojamashite moushiwake arimasen (ขอโทษที่รบกวนเวลาทานอาหาร) และควรจะรอที่ห้องอื่น ตามปกติเจ้าของบ้านก็จะไม่ชวนกินข้าวด้วยกัน (อันนี้ไม่เหมือนกับเมืองไทย) เพราะว่าเจ้าของบ้านไม่ได้เตรียมอาหารอย่างดีสำหรับแขก และตามปกติคนที่จะเยี่ยมก็ต้องทานข้าวให้เสร็จมาก่อนที่จะเยี่ยมอยู่แล้ว

ตอนไปเยี่ยมบ้านผู้ใหญ่ ควรจะนำของฝากสักอย่างก็ถือว่าเป็นมารยาทดี ตามปกติแล้วของฝากในกรณีเยี่ยมบ้านคนอื่น ควรเป็นขนมแบบที่ใส่ในกล่องสวย(ไม่ใช่ที่ใส่ในถุงพลาสติกธรรมดา) หรือขนมแค้ก ที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีร้านขายขนมแบบสวยงามที่ใส่กล่องดีๆเยอะ เพราะว่าในมารยาทญี่ปุ่นก็จะมีโอกาสใช้กันบ่อย ซึ่งขนมแบบนี้ไม่ใช่เป็นขนมสำหรับผู้ซื้อเพื่อกินเอง แต่สำหรับของฝากในการเยี่ยมคนอื่นมากกว่า

 

6. รองเท้า

คนญี่ปุ่นถือเรื่องเท้าคล้ายคลึงกับคนไทย เช่น ห้ามสวมรองเท้าในบ้าน วัด โรงแรมแบบญี่ปุ่น (りょかん/Ryokan ) รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ ร้านหรือห้องอาหารบางแห่ง โดยปรกติแล้วจะมีการเตรียมรองเท้าแตะไว้ให้ก่อนเข้าบริเวณที่ห้ามสวมรองเท้า แต่ถ้าเป็นพื้นที่ปูเสื่อตะตะมิ แม้รองเท้าแตะก็ต้องถอดก่อนขึ้นไปนั่งหรือเดิน ให้ถอดรองเท้าไว้ที่เกงคัง (บริเวณหน้าบ้าน สำหรับไว้ถอดรองเท้าก่อนขึ้นบ้าน) โดยให้ปลายรองเท้าหันไปทางด้านประตูเท่านั้น นอกจากนี้เวลาเข้าห้องน้ำจะมีรองเท้าแตะที่จัดไว้ใช้เฉพาะสำหรับห้องน้ำ

 

7. มารยาทบนโต๊ะอาหาร

การเรียนต่อญี่ปุ่นนั้น นักเรียนอาจมีโอกาสได้เข้าร่วมรับประทานอาหารกับชาวญี่ปุ่น ดังนั้นการเรียนรู้มารยาทบนโต๊ะอาหารนั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรศึกษาไว้เป็นความรู้ที่ติดตัวไปด้วย

ก่อนเริ่มรับประทานอาหารทุกครั้ง   นักเรียนจะต้องพูดคำว่า   いただきます Itadakimasu  และพูดคำว่า  ごちそうさまでした Gochisousama deshita เมื่อรับประทานอาหารอิ่มแล้ว การพูดคำนี้ถือว่าเป็นธรรมเนียมที่ต้องทำและมีความหมายในเชิงขอบคุณ ซึ่งตามปกติชาวญี่ปุ่นถือว่าการเริ่มทานข้าวก่อนคนอื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าบ้านเป็นสิ่งที่เสียมารยาท

ขณะรับประทานอาหาร  คนญี่ปุ่นมักจะพูดคำว่า  Oishii  ซึ่งแปลว่าอร่อย  เพื่อชมผู้ปรุงอาหารและถือเป็นการขอบคุณด้วย

ตามมารยาทของคนญี่ปุ่นแล้ว  ควรจะทานข้าวให้หมดชาม ถ้าเป็นอาหารชุดก็ควรจะทานทุกอย่าง  ยกเว้นแต่ว่าจะทานไม่ไหวแล้วจริง ๆ  และก่อนเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบหรือเก็บอะไร  ควรจะขออนุญาตจากครอบครัวก่อน

ชาวญี่ปุ่นนั้นแทบทุกบ้านจะใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหาร

การปฎิบัติเหล่านี้บนโต๊ะอาหารเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

1. การกำตะเกียบเป็นกิริยาที่ไม่ดี

2. การจับตะเกียบและถ้วยข้าวด้วยมือเดียวกัน

3. “ โยเซบาฉิ” (よせばし)การเลื่อนชามไปข้างหน้าด้วยตะเกียบ (จะโยกย้ายอะไรก็ใช้มือให้สุภาพเข้าไว้)

4. “ ซึคิบาฉิ” (すきばし)การเสียบอาหารด้วยตะเกียบ

5. “ ซากุริบาฉิ” การเลือกอาหารที่มีรสอร่อย หรือน่ากินในจานอาหาร (อย่าลืมว่าใครๆก็อยากรับประทานของอร่อยในจานเหมือนกัน อย่าเผลอเลือกรับประทานคนเดียวจนหมด)

6. “ มาโยอิบาฉิ”(まよいばし) การถือตะเกียบจดๆจ้องๆไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะรับประทานอาหารบนโต๊ะอาหาร (หรือพูดง่ายๆว่าก็เล็งรับประทานอะไรไว้ก็มุ่งหนีบรับประทานซะดีกว่า เลือกไปเลือกมาดูเหมือนจะทิ้งของที่ไม่อร่อยให้คนอื่นรับประทาน ชาวญี่ปุ่นเป็นอะไรที่เก็บความรู้สึก ถึงอยากรับประทานก็ต้องมีมารยาทไว้ก่อน)

7. การเสียบตะเกียบไว้บนข้าวก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรปฎิบัติ

8. ห้ามหยิบตะเกียบจนกว่าผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่งจะหยิบขึ้นมาก่อน

9. ห้ามขูดเม็ดข้าวจากตะเกียบ

10. ห้ามทานอาหารจากซุปโดยไม่ยกชามซุปขึ้นจากถาด

11. ห้ามตักอาหารจากจานซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกฟากหนึ่งโดยที่ไม่ยกจานขึ้นมา

12. ห้ามยกจานทางขวามือด้วยมือซ้าย หรือยกจานทางซ้ายมือด้วยมือขวา

13. ห้ามหยิบอาหารที่มีซอสเหลวๆวางบนข้าว หรือทานข้าวราดน้ำซอส

14.  ห้ามหยิบและกัดอาหารซึ่งไม่อาจจะทานได้ในคำเดียว ขอให้แบ่งเป็นชิ้นเล็กๆด้วยตะเกียบ

 

8. การแชร์กันออกค่าอาหาร

คนญี่ปุ่นก็จะมีการแชร์กันออกค่าใช้จ่ายในการรับประทาน อาหารเช่นกันเหมือนกับคนอเมริกาเช่นกัน

 

9. การส่งเสียงดัง

ในเมืองใหญ่บางคนมีความรู้สึกไวโดยเฉพาะต่อเสียงต่างๆ ที่เกิด ขึ้นในชีวิตประจำวันและไม่ใจกว้างยอมรับแม้แต่เสียงที่เด็กทำขึ้นจึงขอให้ ระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าอาศัยอยู่ที่บ้านพักรวมอย่างเช่น อพาร์ตเมนท์ โดยทั่วไปหลัง 22:00 น. พยายามอย่าส่งเสียงดังให้คนข้าง บ้านได้ยิน บางคนทำงานตอนกลางคืน และนอนพัก ตอนกลางวัน จึงเป็นเวลาสำคัญสำหรับพวกเขา มีบางครั้งสำหรับตัวเองเสียงอาจไม่ดัง แต่โครงสร้างอาคารอาจทำให้เกิดเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้ โดยเฉพาะ การ ใช้เครื่องดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า การเข้าออก การเปิดปิดประตูในตอนกลางคืน ขอให้ระวังเป็นพิเศษ ถ้ามีปัญหาเรื่องเสียงรบกวน กรณีบ้านพักรวม แจ้งกับ เจ้าหน้าที่อสังหาริมทรัพย์ที่ทำสัญญาเช่า นอกเหนือจากนี้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่สมาคม ปกครองตนเอง (จิชิคะอิ)

Cr:http://www.educatepark.com

รู้จักบ่อน้ำร้อน หรือ องเซน

การอาบน้ำแบบญี่ปุ่นที่มีเปิดบริการกันทั่วไปนั้น เป็นห้องอาบน้ำที่มีการแยกอาบ ชาย-หญิง ต้องเสียเงินค่าอาบด้วย อุณหภูมิของน้ำนั้น ประมาณ 41-42 องศาเซลเซียส

การอาบน้ำแบบญี่ปุ่น เป็นประโยชน์กับคนอาบอย่างมาก เพราะแช่น้ำอุ่นนานๆ จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้เลือดลมเดินสะดวก ทำให้ไขมันละลาย เมื่ออาบน้ำเสร็จตัวจะเบา คนที่เจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เจ็บคอเป็นหวัด ก็จะค่อยๆ หายไป ร่างกายแข็งแรงขึ้น

นอกจากคนญี่ปุ่นนิยมการอาบน้ำร้อนแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมอาบน้ำที่บ่อน้ำร้อนกันมาก เพราะเชื่อกันว่า น้ำร้อนนั้นมีแร่ธาตุซึ่งจะทำให้สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง

การน้ำแร่นั้น ต้องอาบทำความสะอาดร่างกายก่อนที่จะลงไปแช่น้ำร้อนอย่านำผ้าเช็ดตัวลงไปแช่ในน้ำ เพราะจะทำให้น้ำสกปรก

และ เมื่อคุณได้รับเชิญให้ไปอาบน้ำบ้านเพื่อนคนญี่ปุ่น หรือคนรู้จัก หลังจากที่คุณอาบน้ำเสร็จแล้ว ก็อย่าเพิ่งถอดปลั๊กไฟออก เพราะยังมีสมาชิกอื่นๆในบ้าน จะอาบต่อจากท่านอีก เป็นการประหยัดน้ำร้อน

Credit: Dek-d.com

 

วากาชิ (Wagashi) ขนมหวานญี่ปุ่น

ขนมหวานญี่ปุ่นเรียกรวมกันว่า “วากาชิ” (Wagashi) มีมานานตั้งแต่สมัยนะระหรือประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว แต่เฟื่องฟูสุดๆในช่วงเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603-1867) โดยเฉพาะในเมืองเกียวโตและโตเกียว แต่ละร้านแข่งกันขายแข่งกันคิดขนมใหม่ๆจนกลายเป็นต้นตำรับของขนมญี่ปุ่น

 

ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นขนมหวานประจำชาติ แต่ชาวญี่ปุ่นก็ไม่ได้กินวากาชิกันบ่อยๆ ประเภทกินตบท้ายมื้ออาหารแบบบ้านเรานั้นไม่มี เพราะเขานิยมกินผลไม้กันมากกว่า ส่วนวากาชินี้จะกินเป็นของว่างและในโอกาสพิเศษเมื่อมีพิธีการต่างๆเช่น พิธีแต่งงาน หรือพิธีชงชา

แรงบันดาลใจของพ่อครัวแม่ครัวในการสร้างสรรค์ขนมวากาชินั้นก็ได้มาจากธรรมชาติ ต้นไม้ ดอกไม้ การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เช่น ฤดูใบไม้ร่วงจะทำขนมคิคุโกะโระโมะรูปดอกเบญจมาศ ส่วนฤดูหนาวก็ทำยูคิโมจิ หรือโมจิหิมะ เป็นต้น

มาถึงการแบ่งประเภทของวากาชิกันบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้แบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจนเพราะขนมแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ถ้าแยกตามวัตถุดิบและวิธีทำก็พอจะแบ่งแบบกว้างๆได้ตามนี้

โจ นะมะกะชิ (Jyo-Namagashi)

ขนมญี่ปุ่นส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เป็นแป้งห่อไส้ถั่วแดงบดหรือ ”อัน” (An) แป้งที่นำมาห่อหุ้มมีทั้งแป้งท้าวยายม่อม แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า ปั้นเป็นรูปทรงต่างๆทั้งดอกไม้ ผลไม้ พระจันทร์ ซึ่งจะออกแบบให้เข้ากับฤดูกาล ทั้งชื่อขนม ส่วนผสม รูปทรงและสีสัน เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนได้รู้ว่าฤดูกาลใหม่กำลังจะมาเยือน ตัวอย่างเช่น ซากุระโมจิ (โมจิสีชมพูห่อด้วยใบซากุระ) ซึ่งจะออกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ


 

เซมเบ้ (Sembei)

เป็นข้าวเกรียบสีน้ำตาล เคี้ยวกรุบกรอบ มีหลากรูปร่างหลายขนาด (ใหญ่ที่สุดที่เคยเห็นก็ขนาดเท่าแผ่นเสียง) แต่แบบยอดฮิตคือทรงกลมแบนเหมือนที่รองแก้ว ทำจากข้าวเหนียวนำมาปิ้ง แต่งรสด้วยโชยุและเกลือเป็นหลัก ราดหน้าด้วยงา สาหร่าย พริก เพิ่มกลิ่น เพิ่มรสให้อร่อยกันได้หลายแบบ นอกจากนี้ยังมีเซมเบ้แบบหวานหรือซาราเมะ เซมเบ้ (Sarame Sembei) ทำจากแป้งสาลี น้ำตาลและกลูโคส


โยคัง (Yokan)

ใช้ส่วนผสมหลักคือวุ้นที่ได้จากสาหร่าย เรียกว่า คันเตน (Kanten) แบ่งได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ มิซุ โยคัง เป็นวุ้นใสๆแช่เย็น กินในฤดร้อนผสมผลไม้ลงไป ได้รสหวานเย็น หอมชื่นใจ อีกชนิดคือ มุชิ โยคัง เป็นวุ้นขุ่นๆ เนื้อนิ่มเหนียว ตัดเป็นชิ้นเหลี่ยมพอคำ ทำจากถั่ว เกาลัด หรือมันที่บดละเอียด แป้งสาลี น้ำตาล และคันเตน

มันจู (Manjyu)

เป็นขนมกลมๆแป้งด้านนอกที่ห่อทำจากแป้งมันเทศ (บางครั้งใช้แป้งโซบะ) ไส้เป็นถั่วบดและมีมันเทศหรือเกาลัดอยู่ตรงกลางไส้อีกที นำไปนึ่ง อบหรือย่าง จึงได้ขนมอร่อยโดยเฉพาะขนมโมมิจิมันจูที่เมืองมิยาจิมาโดดเด่นที่ห่อด้วยใบเมเปิล มีหลายไส้ทั้งถั่วแดงบด คัสตาร์ด ช็อคโกแลต ถือเป็นของเนของดังที่ไม่ว่าใครไปเยือนก็ต้องลองชิม

ดังโกะ (Dango)

มีเป็นสิบสูตร แต่ที่หน้าตาเหมือนลูกชิ้นเสียบไม้ที่เราเคยเห็นกันเรียกว่า คุชิ ดังโกะ ทำจากแป้งโมจิ บางครั้งก็ผสมเต้าหู้ลงไปในแป้งด้วย ปั้นเป็นลูกกลม เสียบไม้แล้วนำไปปิ้ง ได้ลูกชิ้นแป้งนุ่มๆเหนียวๆราดซอสโชยุ ซอสเต้าเจี้ยว หรือเกาลัดบด หรือจะโรยด้วยถั่วบดกับน้ำตาลทรายแดงก็เข้าท่า

ไดฟุกุ (Daifuku)


คนไทยเราชอบเรียกว่าโมจิไส้ถั่วแดง แต่จริงๆเขาเรียกขนมประเภทนี้ว่าไดฟุกุ แป้งด้านนอกทำจากแป้งข้าวเหนียวนึ่งที่นำมาตีจนเหนียว (โมจิ) มีสีขาว เขียวและชมพู ส่วนไส้ก็เป็นถั่วแดง ที่พิเศษก็จะใส่ผลไม้ลงไป เช่น อิจิโกะ ไดฟุกุ (Ichigo Daifuku) เป็นโมจิไส้ลูกสตรอร์เบอร์รี่หอมหวาน อร่อยจับใจ นอกจากนั้นยังมีไส้เมลอนบดและไอศกรีมรสต่างๆด้วย

Credit: Dek-d.com